ภาษาอังกฤษ เรียนอย่างไรและเริ่มพูดได้คล่องแคล่ว?
ภาษาอังกฤษเรียนยากไหม?
การประเมินอย่างตรงไปตรงมาสำหรับผู้พูดภาษาไทย
สำหรับคนไทย ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาต่างประเทศที่คุ้นเคยที่สุดเพราะถูกสอนในโรงเรียนตั้งแต่วัยเด็กและปรากฏอยู่ทุกที่ทั้งสื่อ เพลง และอินเทอร์เน็ต แต่ความคุ้นเคยไม่ได้แปลว่าไวยากรณ์จะเป็นเรื่องง่ายเสมอไป เพราะภาษาไทยไม่มีการผันคำกริยา ไม่มีกาล ไม่มีพจน์ ในขณะที่ภาษาอังกฤษมีทั้งหมดนี้ แม้จะซับซ้อนน้อยกว่าภาษายุโรปอื่น ๆ ก็ตาม
ตามการจัดอันดับของ FSI ภาษาอังกฤษอยู่ในกลุ่มที่ 1 ซึ่งใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ตัวเลขนี้อ้างอิงจากผู้พูดภาษาที่มีตระกูลใกล้เคียง สำหรับคนไทยที่ต้องข้ามผ่านทั้งการผันกริยา กาลเวลา และตัวสะกดที่ไม่ตรงกับการออกเสียง (เช่นคำว่า though, through, tough) ระยะเวลาที่ใช้จริงจะมากกว่าตัวเลขอ้างอิงพอสมควร แม้กระนั้น ด้วยการได้สัมผัสภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน คนไทยจำนวนมากจึงมีพื้นฐานที่ดีกว่าภาษาอื่นในกลุ่มเดียวกัน
ระดับความยากสำหรับผู้พูดภาษาไทย
ภาษาอังกฤษมีความยากปานกลางสำหรับคนไทย แต่ความคุ้นเคยจากการใช้ในชีวิตประจำวันช่วยลดอุปสรรคได้มาก
ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ: สิ่งที่ต้องเตรียมตัว
ข่าวดีคือกริยาภาษาอังกฤษผันน้อยมากเมื่อเทียบกับภาษายุโรปอื่น ส่วนใหญ่แค่เติม -s ในบุรุษที่สามเอกพจน์ ไม่มีเพศของคำนาม และไม่มีระบบการกที่ซับซ้อน ซึ่งเบากว่าภาษาสเปนหรือเยอรมันมาก แต่สำหรับคนไทยที่ภาษาแม่ไม่มีการผันคำเลยแม้แต่น้อย นี่ก็ยังถือเป็นแนวคิดใหม่ที่ต้องฝึกฝน
ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่การสะกดคำและการออกเสียง เพราะภาษาอังกฤษรับคำศัพท์มาจากหลายภาษาทั้งเยอรมันโบราณ ฝรั่งเศส ละติน และกรีก ทำให้กฎการสะกดไม่สม่ำเสมอ คำอย่าง tough, through, though สะกดคล้ายกันแต่ออกเสียงต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งต่างจากภาษาไทยที่การอ่านค่อนข้างสอดคล้องกับตัวสะกด
ระบบกาลเวลาในภาษาอังกฤษ เช่น Present Perfect และ Continuous เป็นแนวคิดที่ไม่มีในภาษาไทยเลย เพราะภาษาไทยใช้คำบอกเวลาแทนการเปลี่ยนรูปกริยา ผู้เรียนชาวไทยจึงต้องสร้างความเข้าใจเรื่องกาลเวลาแบบผันกริยาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
อีกจุดที่ท้าทายคือ phrasal verbs (เช่น give up, look after) ซึ่งความหมายมักไม่สามารถเดาได้จากคำที่ประกอบกัน ต้องอาศัยการจดจำเป็นวลีไปเลย รวมถึงคำนำหน้านาม (a/an/the) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่มีในภาษาไทยและต้องใช้เวลาปรับตัว
การออกเสียงพื้นฐาน
เสียงส่วนใหญ่คนไทยคุ้นเคยจากสื่อบันเทิงและการเรียนตั้งแต่เด็ก แต่เสียง th และการเน้นเสียงพยางค์ยังต้องฝึกฝน
การสะกดคำ
กฎการสะกดไม่สม่ำเสมอเพราะรับคำจากหลายภาษา ต่างจากภาษาไทยที่การอ่านสอดคล้องกับตัวสะกดมากกว่า
การผันคำกริยาและกาลเวลา
แม้จะผันน้อยกว่าภาษายุโรปอื่น แต่ระบบกาล 12 แบบยังเป็นแนวคิดใหม่ทั้งหมดสำหรับคนไทย
คำนำหน้านาม
การใช้ a/an/the เป็นแนวคิดที่ไม่มีในภาษาไทยเลย ต้องฝึกจนเกิดความเคยชิน
Phrasal Verbs และสำนวน
ความหมายของ phrasal verbs มักเดาไม่ได้จากคำประกอบ ต้องจดจำเป็นชุดคำ เป็นความท้าทายหลักในระดับสูง
ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเรียนภาษาอังกฤษ?
หากศึกษาด้วยตนเองวันละ 30-60 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน คุณสามารถคาดหวังพัฒนาการโดยประมาณดังนี้
ระดับ A1-A2
4-7 เดือนสื่อสารพื้นฐาน แนะนำตัว สั่งอาหาร ถามทาง เข้าใจบทสนทนาง่าย ๆ
ระดับ B1
9-12 เดือนสื่อสารเรื่องคุ้นเคยได้มั่นใจ เข้าใจภาพยนตร์ที่มีคำบรรยาย อ่านหนังสือที่ปรับระดับแล้ว
ระดับ B2
1.5-2 ปีสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้คล่องแคล่ว อ่านหนังสือและบทความ ดูหนังโดยไม่มีคำบรรยาย
ระดับ C1-C2
2.5-3.5 ปีใช้ภาษาระดับเจ้าของภาษาที่มีการศึกษา เข้าใจความหมายแฝง สำนวน และมุกตลก เขียนงานมืออาชีพได้
เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษจากการเรียนในโรงเรียนอยู่แล้ว การฝึกฝนเพิ่มเติมผ่านสื่อภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันจะช่วยเร่งความก้าวหน้าได้อย่างเห็นผล กุญแจสำคัญคือความสม่ำเสมอมากกว่าปริมาณชั่วโมงเรียน
หลักสูตรภาษาอังกฤษเปิดให้เรียนแล้วบนแพลตฟอร์มของเรา
Lingvi Pro มีให้: ระดับความยากของประโยคทั้ง 3 ระดับ ประโยคที่มีเสียงพากย์ 30,000 ประโยค ปรับช่วงเวลาทบทวนและจำนวนครั้งในการทบทวนได้ ติวเตอร์ AI ที่อธิบายไวยากรณ์ การถอดเสียง และการแบ่งพยางค์ พร้อมเกรดคำศัพท์ A–D และความคืบหน้าของพจนานุกรม
ดูเพิ่มเติมเรียนภาษาอังกฤษได้ที่ไหน
รูปแบบการเรียนรู้และวิธีเลือกรูปแบบที่เหมาะสม
ไม่ช้าก็เร็ว หลายคนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษเริ่มคิดถึงแนวทางที่มีโครงสร้างมากขึ้น การใช้โปรแกรมฝึกแบบโต้ตอบของ Lingvi ช่วยพัฒนาทักษะการฟังได้อย่างรวดเร็วและเสริมสร้างทักษะ ทำให้การเรียนรู้ต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เรียนด้วยตนเองกับโปรแกรมฝึก
โปรแกรมฝึก Lingvi ช่วยให้คุณเรียนได้ตามจังหวะของตัวเอง ฟังเสียงซ้ำได้หลายครั้ง และจดจำคำศัพท์และโครงสร้างใหม่ ๆ ได้แม่นยำ นี่คือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการพัฒนาทักษะการฟังตั้งแต่ศูนย์และเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม รายบุคคล หรือแบบเข้มข้น
เรียนออนไลน์เป็นกลุ่ม
การเรียนเป็นกลุ่มเล็กช่วยให้ได้พูดคุยกับผู้เรียนคนอื่นและได้รับคำแนะนำ แต่สำหรับการพัฒนาทักษะการฟังอย่างจริงจัง รูปแบบกลุ่มมักไม่เพียงพอ เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการอภิปรายและการบ้านแทนที่จะเป็นการฟังซ้ำ ๆ Lingvi ช่วยให้คุณฟังและฝึกฝนเนื้อหาซ้ำได้หลายครั้งตามจังหวะของตัวเอง ซึ่งนำไปสู่ความก้าวหน้าที่แท้จริง
เรียนตัวต่อตัวกับติวเตอร์
บทเรียนส่วนตัวให้ความสนใจเต็มที่จากครูผู้สอน แต่หากไม่มีพื้นฐานการฟังเพียงพอ บทเรียนแบบนี้จะไม่ค่อยได้ผลและมีค่าใช้จ่ายสูง Lingvi ช่วยให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับบทเรียนกับติวเตอร์ โดยพัฒนาทักษะการฟังและเสริมสร้างพื้นฐานให้แน่น เพื่อให้ทุกบทเรียนได้ผลลัพธ์ที่ดี เมื่อคุณถึงระดับที่เพียงพอและเข้าใจภาษาพูดได้อย่างมั่นใจ ผู้เรียนหลายคนพบว่าไม่จำเป็นต้องมีติวเตอร์อีกต่อไป และสามารถเรียนต่อด้วยตนเองกับโปรแกรมฝึก Lingvi ได้
โปรแกรมเรียนเข้มข้น
คอร์สเรียนเข้มข้นจะพาคุณดื่มด่ำกับภาษาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ต้องอาศัยทักษะการฟังที่พัฒนามาแล้ว หากไม่มีทักษะนี้ การเรียนจะกลายเป็นเพียงพิธีการและไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง Lingvi ช่วยให้คุณไปถึงระดับที่จำเป็น ทำให้คอร์สเข้มข้นมีประสิทธิผลและมีความหมายมากขึ้น
เมื่อเลือกรูปแบบการเรียน ควรพิจารณาระดับและเป้าหมายของคุณ สำหรับการเรียนแบบกลุ่ม รายบุคคล และแบบเข้มข้น สิ่งสำคัญคือต้องมีทักษะการฟังพื้นฐานอย่างน้อยที่สุด Lingvi ช่วยให้คุณพัฒนาทักษะนี้ ทำให้การเรียนในขั้นต่อไปมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น
สำหรับผู้ใหญ่ การเรียนรู้มักเน้นไปที่สถานการณ์จริงในชีวิตและการทำงาน ส่วนสำหรับเด็ก มักเน้นเกม เพลง และการ์ตูน ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารูปแบบที่เลือกเหมาะสมกับอายุและเป้าหมาย โปรแกรมฝึก Lingvi มีแบบฝึกหัดและกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับทุกวัย
เริ่มต้นกับ Lingvi ได้เลยตอนนี้
ใช้โปรแกรมฝึก Lingvi เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและเสริมสร้างสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ ทุกสิ่งที่คุณต้องการสำหรับการฝึกภาษารวมอยู่ในที่เดียว เพื่อให้การเรียนรู้สะดวกและมีประสิทธิภาพ